More
    หน้าแรกBusinessProton เปิดโปง 300 ล้านข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ถูกขายบนดาร์กเว็บ พร้อมเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังใหม่

    Proton เปิดโปง 300 ล้านข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ถูกขายบนดาร์กเว็บ พร้อมเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังใหม่

    Proton บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวออนไลน์ เพิ่งเปิดเผยว่าพบข้อมูลเข้าสู่ระบบ (credentials) ที่ถูกขโมยถึง 300 ล้านรายการบนดาร์กเว็บในปี 2025 เพียงปีเดียว และเกือบครึ่งหนึ่งมาพร้อมรหัสผ่านที่สามารถใช้งานได้จริง ข้อมูลนี้เผยให้เห็นว่าอาชญากรไซเบอร์กำลังซื้อขายข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานทั่วโลกอย่างมหาศาลในตลาดมืด​

    อะไรเกิดขึ้น และ Proton ทำอะไร

    Proton เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ Data Breach Observatory เป็นเครื่องมือฟรีและเปิดให้สาธารณะใช้ได้ที่จะติดตามและเปิดเผยข้อมูลการรั่วไหลของข้อมูล (data breach) แบบเรียลไทม์ โดยดึงข้อมูลมาจากแหล่งที่มาโดยตรง นั่นคือตลาดมืดบนดาร์กเว็บที่อาชญากรกำลังซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมยกัน แทนที่จะรอให้บริษัทที่ถูกเจาะข้อมูลออกมาประกาศเอง Proton เลือกที่จะไปค้นหาข้อมูลเองจากแหล่งที่อาชญากรนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกัน​

    จากการสำรวจของ Proton ในปี 2025 จนถึงตอนนี้ มีเหตุการณ์ breach ที่ตรวจสอบได้ถึง 794 เหตุการณ์ จากบริษัทที่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลไปมากกว่า 300 ล้านรายการ ถ้ารวมชุดข้อมูลที่เป็น compilation (รวบรวมจากหลาย breach) ด้วยแล้ว ตัวเลขจริงจะสูงถึง 1,571 เหตุการณ์ และมีข้อมูลนับร้อยพันล้านรายการ​

    Credit Image: Proton’s Data Breach Observatory | Porton.com

    ใครเป็นเป้าหมายหลัก และสูญเสียอะไรบ้าง

    ข้อมูลจาก Data Breach Observatory เผยว่า SMB (ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง) ที่มีพนักงาน 1-249 คน คิดเป็น 71% ของเหตุการณ์ breach ทั้งหมด เหตุผลก็คือธุรกิจเหล่านี้มักมีระบบรักษาความปลอดภัยที่อ่อนแอกว่าบริษัทใหญ่ ทำให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงง่ายกว่า แม้จะได้เงินไม่มากเท่าองค์กรขนาดใหญ่​

    อุตสาหกรรมที่ถูกโจมตีมากที่สุดคือ ธุรกิจค้าปลีก (Retail) ที่ 25.3%, รองลงมาเป็น เทคโนโลยี 15% และ สื่อ/บันเทิง 10.7%​

    ข้อมูลที่รั่วไหลบ่อยที่สุดมีดังนี้:​

    • อีเมล: พบใน 100% ของเหตุการณ์ breach
    • ชื่อ-นามสกุล: 90%
    • ข้อมูลการติดต่อ (เบอร์โทร ที่อยู่): 72%
    • รหัสผ่าน: 49%
    • ข้อมูลส่วนตัวสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน ประวัติสุขภาพ: 34%

    Eamonn Maguire ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมและ AI/ML ของ Proton กล่าวว่า “การรับแจ้งเตือนทันทีเมื่อข้อมูลของคุณถูกเจาะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องบัญชี ป้องกันการขโมยตัวตน และลดความเสียหายทางการเงิน”​

    วิธีใช้งานและประโยชน์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป

    Data Breach Observatory เป็นแพลตฟอร์มสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลการรั่วไหลตาม:​

    • วันที่เกิด breach
    • จำนวนข้อมูลที่รั่วไหล
    • ประเภทของข้อมูลที่ถูกโจรกรรม
    • ประเทศ ชื่อบริษัท
    • อุตสาหกรรมและขนาดของบริษัท

    สำหรับผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกแบบจ่ายเงินของ Proton จะได้ฟีเจอร์เพิ่มเติมคือ Dark Web Monitoring ที่จะแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบว่าอีเมลหรือข้อมูลส่วนตัวของคุณรั่วไหลบนดาร์กเว็บ ระบบจะบอกด้วยว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง เช่น ถ้าเป็นการรั่วไหลของรหัสผ่านแบบ plaintext หรือ hash ที่อ่อนแอ (เช่น MD5) จะแสดงสถานะสีแดง ซึ่งหมายความว่าต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทันที​

    Proton ร่วมมือกับ Constella Intelligence ซึ่งมีการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกขายบนดาร์กเว็บ เพื่อตรวจจับและรายงาน breach ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น​

    ข้อควรระวังและสิ่งที่ควรทำตอนนี้

    แม้ Proton จะจับตาดูดาร์กเว็บอยู่ แต่ก็มีหลาย breach ที่ยังไม่ถูกรายงานหรือไม่ถูกค้นพบ บางบริษัทอาจไม่ต้องเปิดเผยตามกฎหมาย หรือกลัวว่าชื่อเสียงจะเสียหาย นั่นหมายความว่าข้อมูลของเราอาจรั่วไหลแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว​

    สิ่งที่ผู้ใช้ควรทำทันที:​

    • ตรวจสอบว่าข้อมูลของคุณรั่วไหลหรือไม่ผ่าน Data Breach Observatory หรือบริการ Dark Web Monitoring
    • ใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกัน สำหรับทุกบัญชี ห้ามใช้รหัสผ่านเดียวกันหมด
    • เปิดใช้ Two-Factor Authentication (2FA) ทุกบัญชีที่มีให้
    • เริ่มใช้ Passkey แทนรหัสผ่านเมื่อเป็นไปได้
    • ใช้อีเมล alias หรืออีเมลชั่วคราวเมื่อสมัครบริการใหม่ๆ เพื่อไม่ให้อีเมลหลักรั่วไหล​

    ข้อมูลจาก Proton ยังเตือนว่าค่าเฉลี่ยของความเสียหายจาก data breach คือ 4.88 ล้านดอลลาร์ สำหรับธุรกิจทั่วไป ส่วนธุรกิจขนาดเล็กอาจเสียหายหลักแสนดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ต้องปิดกิจการได้เลย​

    แนวโน้มในอนาคตและความหมายต่อไทย

    การที่ Proton เปิดตัว Data Breach Observatory นี้ ถือเป็นการสร้างความโปร่งใสในวงการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ไม่ต้องพึ่งพาการเปิดเผยข้อมูลจากองค์กรที่ถูก breach เอง ในอนาคตอาจมีเครื่องมือคล้ายๆ กันเกิดขึ้น และกฎหมายในหลายประเทศอาจต้องปรับให้เข้มงวดกับการบังคับให้บริษัทรายงาน breach อย่างโปร่งใส​

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งมี PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) บังคับใช้อยู่แล้ว ธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะ SME ที่เป็นเป้าหมายหลักของแฮ็กเกอร์ การใช้เครื่องมืออย่าง Data Breach Observatory เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันถูก breach อย่างไร จะช่วยให้วางแผนป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น​


    ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้

    Dark Web: ส่วนของอินเทอร์เน็ตที่ซ่อนอยู่และไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเบราว์เซอร์ทั่วไป เป็นที่ที่อาชญากรไซเบอร์ซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมย​

    Data Breach: เหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกจากระบบไปสู่บุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจเกิดจากการถูกแฮ็กหรือความประมาทของบริษัท​

    Credentials: ข้อมูลที่ใช้เข้าสู่ระบบ เช่น ชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (password)​

    Two-Factor Authentication (2FA): การยืนยันตัวตนสองชั้น โดยนอกจากรหัสผ่านแล้วยังต้องใช้วิธีอื่นเพิ่มเติม เช่น รหัส OTP ที่ส่งมาทางมือถือ​

    Passkey: เทคโนโลยีใหม่ที่จะมาแทนที่รหัสผ่าน ใช้การยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์ (เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า) ปลอดภัยกว่ารหัสผ่านแบบเดิม​

    ทิ้งคำตอบไว้

    กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
    กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่

    Must Read

    spot_img